VR (Virtual Reality) กับสิ่งที่นักการตลาดควรรู้

วันนี้เราจะพามาดูเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า Virtual Reality (VR) หรือภาพโลกเสมือนจริง ซึ่งเราน่าจะคุ้นหูกันมาบ้างแล้วในช่วง 3-4 ปี โดย Mark Zuckerberg ที่มีความนิยมสูงที่สุดในโลกอย่าง Facebook พยายามผลักดันการใช้ VR ในหลายรูปแบบ เช่น การรองรับวีดีโอแบบ 360 องศา นอกจากนี้หลายอุตสาหกรรม เริ่มนำไปใช้ต่อยอดทางธุรกิจ ได้รับประโยชน์จากการพัฒนา VR ใช้ในด้านความบันเทิง ด้านการแพทย์ ด้านทหารหรือด้านการศึกษานั้นเอง

ต่างประเทศมีการใช้ VR เข้ากับด้านการศึกษา ทั้งศิลปะหรือด้านการแพทย์ เพื่อฝึกนักเรียนแพทย์ในการรักษาผ่าตัดรักษาอาการปวดของผู้ป่วย หรือด้านสถาปนิก ใช้ VR ออกแบบรถยนต์ที่ปลอดภัย รวมถึงสร้างอาคารที่แข็งแรง หรือใช้ในด้านการท่องเที่ยวต่าง ๆ เป็นต้น

ขณะที่ในประเทศไทยกำลังมาแรงในอุตสาหกรรม ‘‘เกมคอมพิวเตอร์’’ นำมาประยุกต์ใช้เข้ากับเกมต่าง ๆ เช่น รถไฟเหาะ เพื่อความตื่นเต้นและหวาดเสียว, เกมแนวสยองขวัญ จะพบความน่ากลัวตลอดตัวเกม เป็นต้น

ดังนั้นนักการตลาดอย่างเรา จะทำอย่างไร ในอนาคตอันใกล้สำหรับเทคโนโลยี VR เพื่อประยุกต์ หรือสามารถเป็นเครื่องมือในการสื่อสารทางการตลาดได้  วันนี้ทาง SocialEnable มี Tips สำหรับนักการตลาด ตามไปอ่านกันเลยครับ

 3 สิ่งที่นักการตลาดควรรู้ก่อนทำ Content VR

ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยี VR กลายเป็นเป้าหมายสำหรับการใช้ประโยชน์ในด้านการตลาด โดยสื่อต่างๆ และนักการตลาด ต่างเห็นว่า เทคโนโลยีนี้จะเป็นช่องทางในการทำ Digital Marketing มีบทบาทในการตลาดมากขึ้นในการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภค (Consumer Experience) ผ่านการเล่าเรื่องของแบรนด์ได้อย่างสร้างสรรค์ (Brand Storytelling)  เมื่อแบรนด์เริ่มลองใช้ VR ในการทำ Content ต่างๆ ความคาดหวังของผู้บริโภคก็จะยิ่งสูงขึ้น ทำให้ตอนนี้มีหลายๆแบรนด์เริ่มปรับตัวกับเทคโนโลยีนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นักการตลาดต้องมองเห็น Future Trend Overview และใช้เทคโนโลยีก่อนที่ผู้บริโภคจะคาดหวังให้ธุรกิจนำมันมาใช้ ดังนั้นนักการตลาดควรรับมือกับ VR ได้อย่างไร? เราจึงมี 3 Tips มาฝาก

1.Brand Storytelling is Important. (Think beyond thirty seconds)

เมื่อ VR เข้ามา การทำ Video Content ที่ดีเพียงแค่ 30 วินาที อาจไม่เพียงพอเพื่อให้คนอินกับเรา นอกจากแบรนด์จะต้องเล่าเรื่อง(Brand Storytelling) ให้ออกมาดีแล้ว การเล่าเรื่องต้องสมจริงด้วย ที่สำคัญคือต้องมีปฎิสัมพันธ์โต้ตอบกับผู้ชมได้ ขยายคอนเทนต์เพื่อให้ได้รับประสบการณ์จากคอนเทนต์นั้นให้ลึกขึ้น หรือขยายออกเพื่อได้เห็นเรื่องราวที่แบรนด์อยากจะเล่า (Main Storyline) ดังนั้น VR จึงกลายเป็นสื่อที่ทำให้แบรนด์สามารถสร้างคอนเทนต์ได้หลากหลาย และเล่าเรื่องหรือให้ประสบการณ์เหนือคำบรรยายให้แก่ผู้ชมได้ เช่น

กรณีของ Mercedes-Benz ในปี 2016 ร่วมกับ Kelly Lund เป็นคนที่ชอบแชร์รูปภาพ หรือวิดิโอในการไปผจญภัยตามสถานที่ต่างๆ พร้อมกับเจ้า Loki ซึ่งเป็นสุนัขของเขา ผ่านทาง Instagram โดยสร้าง Hashtag #MBphotopass ซึ่งใช้ Video 360 องศา ในรูปแบบ Virtual Reality (VR) ที่เป็นวิดีโอเกียวกับการผจญภัยของพวกเขา โดยมีรถ Mecedes รุ่น GLS sport ปี 2017 ซึ่งสามารถดึงดูดใจผู้ชมได้อย่างดี โดยหลังจากลง Video 360 องศา ใน Instagram ของ Mercedes-Benz USA ได้มีคนติดตามเพิ่มขึ้น 57,000 คน และ 40% ของคนเยี่ยมชมเว็บไซต์นั้นเป็นกลุ่มช่วงอายุ 18-34 ปี

2.ทำโลกเสมือนให้เป็นโลกจริง (Everything is amplified)

นอกจากภาพและเสียงที่เราเสพได้จริงแล้ว สิ่งที่สำคัญสำหรับ VR คือ ประสาทสัมผัสที่เรารู้สึกกับมันจริงๆ เหมือนกับว่าเราเข้าไปในโลกเสมือนจริงๆ ดังนั้นคอนเทนต์ที่สามารถดึงประสาทสัมผัสของผู้ชมเข้าไปในอีกโลกหนึ่งได้ จะสามารถให้ประสบการณ์และความคาดหวังแก่ผู้ชมได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ผู้ชมจะสามารถจดจำแบรนด์ได้ดีอีกด้วย หากคอนเทต์ที่เน้นโฆษณามากเกินไป เกินกว่าที่ผู้ชมยอมรับได้ จะทำให้ผู้ชมรำคาญกับโฆษณาที่เราสื่อหรืออาจถึงกับมองภาพลักษณ์แบรนด์เราไม่ดีไปเลยก็ได้ ตัวอย่างเช่น

ดังนั้นการทำคอนเทนต์ที่ดี สามารถดึงผู้ชมเข้าไปในโลกเสมือนได้ จึงเป็นเรื่องยาก แต่หากทำได้ดีแบรนด์นั้นจะสามารถครองใจผู้ชมได้เป็นอย่างดีเยี่ยม

3.ศึกษาความเสี่ยงและข้อเสียของ VR

การสร้างประสบการณ์ผ่านอุปกรณ์ VR นี้จะกลายเป็น Product ทางการตลาดที่สำคัญของภาคธุรกิจได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตามเทคโนโลยี VR นี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง รวมถึงเป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ธุรกิจเองก็ต้องวิเคราะห์ตัวเองให้ลึกซึ้งถึงผลที่ตามมาก่อน รวมถึงผลได้ผลเสียจากการใช้เทคโนโลยีนี้ ซึ่งในตอนนี้อาจมีเพียงธุรกิจขนาดใหญ่ที่สามารถเข้าถึงลูกเล่นแบบใหม่นี้ได้ แต่ถ้าธุรกิจไหนที่มองว่าการลงทุนนี้คุ้มค่า และน่าเสี่ยงก็คงต้องลองหาวิธีเล่นกับแว่น VR ที่จะสามารถสร้างมิติใหม่ให้กับลูกค้าได้อย่างดีทีเดียว

ปัญหาของ VR

ราคา

ยังคงแพงสำหรับมนุษย์เดินดินกินข้าวแกงทั่วไป โดยแว่น Oculus Rift ราคาเริ่มต้นที่ราว ๆ 21,000 บาท (600 เหรียญสหรัฐ) ส่วนราคาคอมพิวเตอร์ทั้งเซ็ตที่จะต้องใช้ในการรัน ก็มีราคาเฉลี่ยเริ่มต้นราว 52,000 บาท (1,500 เหรียญสหรัฐ) ส่วน HTC Vive คู่แข่งก็มีราคาเริ่มต้นที่ราว 28,000 บาท (800 เหรียญสหรัฐ) จึงไม่น่าแปลกใจหากอุปกรณ์ทั้งคู่จะสามารถทำยอดขายได้น้อยมาก

-User ยังน้อยอยู่

ส่วนใหญ่ผู้ใช้(User) ยังคงมีปริมาณที่น้อย มีแต่เนื้อหาประเภทเกม ซึ่งแม้ว่าเกมเมอร์ จะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก เพราะลูกค้ากลุ่มนี้มักทุ่มเงินไม่อั้นเพื่ออัพเกรดคอมพิวเตอร์ให้เป็นสเป็กล่าสุด และชอบลองของใหม่ แต่ต้องยอมรับอยู่ว่า ปริมาณผู้ใช้ที่มีอยู่อาจจะยังไม่มากพอที่จะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้กับผู้พัฒนาเนื้อหาได้ ทำให้เนื้อหาได้รับการพัฒนาหรือผลตอบรับบน VR ยังน้อยมาก

ความอันตรายบน VR

VR กับเรื่องสุขภาพ เนื่องจากผู้ใช้ส่วนใหญ่ในประเภทเกมยังคงมีเด็กและวัยรุ่น โดยทั่วไปแล้วการเล่น Smartphone จะมีระยะห่างจากดวงตาประมาณ 30 เซนติเมตร แต่การใช้แว่น VR จะมีระยะห่างอยู่เพียงไม่ถึง 10 เซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งการเล่น VR นั้นอาจจะมีผลข้างเคียงต่อดวงตาได้ นอกจากนี้การเล่น VR ครั้งแรกอาจจะรู้สึกวิงเวียนศีรษะ มึนหัว แต่ถ้าใส่ไปหลาย ๆ ครั้ง อาจจะทำให้ให้ชินจนอาการนี้หายไปได้ แต่ถ้าใส่แว่นไปแล้วเกิดอาการรุนแรงต่อดวงตาหรือมึนหัวจนอยากอาเจียน ให้หยุดการสวมใส่ทันที เพื่อไม่เกิดอันตราย อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพดวงตา และสมองของเราได้ นอกจากนี้การที่เราสวมแว่น VR  ทำให้มีโลกเสมือนอยู่ในหัวและดวงตาของเรา ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมในโลกความเป็นจริงได้เลย ทำให้เราไม่รู้ว่าข้างหน้าเรามีอันตรายอยู่หรือไม่  ขณะเล่น VR เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย อย่างหกล้มหรือเดินชนสิ่งของ

สรุป

ตอนนี้จึงปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยี VR กำลังเข้าสู่กระแสหลักมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีในตอนนี้นั้นพร้อมที่จะเอื้ออำนวยให้คนทำคอนเทนต์ได้มากขึ้น รวมถึงมีอุปกรณ์ VR ที่เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้นคนทำการตลาดเองก็ต้องเริ่มคิดแล้วว่าจะนำเครื่องมือหรือความสร้างสรรค์มาใช้เทคโนโลยีนี้ยังไงดี และจะสร้างประสบการณ์ให้ผู้ชมได้มากขึ้นอย่างไร

Q : อนาคต VR จะปังหรือพัง ?

         VR จะเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกได้จริง? หรือจะเป็นแค่ของเล่นที่เราทิ้งไว้ เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ

ขอพลังจงสถิตอยู่กับนักการตลาดทุกท่าน

#VR#VirtualReality#BrandExperience #Marketing #SocialEnable

Credit : https://goo.gl/xws6hH
https://goo.gl/fnwj2g
https://goo.gl/kxpFU2

Facebook


– Contact Us –

หากสนใจหรืออยากได้คำปรึกษาเกี่ยวกับเครื่องมือ Social Listening/Monitoring สามารถติดต่อได้ที่ 080-808-9080 หรือกรอกข้อมูลด้านล่าง แล้ว Customer Service จะติดต่อกลับไปทันที

What SocialEnable do ?

Watch our 1 minute for SocialEnable